6/23/2552

ชุดเดรส ชุดแซก สวยๆ เทรนด์มาแรงจ้าา

วันนี้เอาเทรนด์เสื้อผ้าชุดแซก หรือ ชุดเดรส มาให้เพื่อนๆ ได้ดุเป็นไกด์ไลน์สำหรับใส่ไปงาน หรือใส่เที่ยว สบายๆ ในวันพักผ่อนดูดีกว่าค่ะ เผื่อว่ามันจะช่วยให้การเลือกเสื้อผ้าสำหรับสาวๆ เป็นเรื่องง่ายขึ้นจ้า




























6/03/2552

วิธีเลือกลิปติก



ลิปสติกแท่งหนึ่งไม่ใช่ถูกๆ ก่อนจะควักกระเป๋าเสียเงินซื้อ สาวๆ จึงต้องคิดให้ดีก่อนว่าลิปสติกแท่งนี้เวิร์คโดนใจ และเหมาะกับคุณจริงๆหรือเปล่า


1. สถานการณ์ ลิปสติกที่คุณควรซื้อต้องเป็นสีที่เหมาะกับสถานที่ เหมาะกับงานการที่คุณจะไป ถ้าไม่ต้องซื้อเพื่อไปงานเลี้ยงที่ไหนโดยเฉพาะ ควรจะคิดถึงบรรยากาศในที่ทำงานของคุณเป็นหลัก เช่น ถ้าคุณเป็นครูก็ไม่ควรจะซื้อสีที่ฉูดฉาดบาดตาเด็กๆ มากนัก แต่ถ้าเป็นการทำงานในแวดวงแฟชั่นที่ทุกคนเค้าแต่งหน้ากันอินเทรนด์ ก็ควรจะเลือกสีนู้ดที่เข้าได้กับเสื้อผ้าเก๋ๆ พกวสีช็อกกิ้งพิ้งหรือชมพูแปร๊ดสไตล์คุณป้านี่ ถึงจะชอบแค่ไหนก็ต้องตัดใจไปก่อน

2. สีผิว ถ้าได้ลิปสติกที่ตัดกับสีผิวจะทำให้คุณดูไม่มีรสนิยม จึงต้องคิดถึงข้อนี้ให้มากๆ ด้วย สีที่เหมาะกับคนผิวขาวหรือผิวอมชมพูคือลิปสติกสีออกชมพู แดง ส้ม เฉดอ่อนๆ ส่วนสาวผิวสีน้ำผึ้งจะใช้สีเข้มๆ ได้ดี อย่างสีน้ำตาล สีแดงเข้มและตระกูลสีแดงทั้งหลาย แต่สำหรับสาวที่ผิวสีเข้มเป็นสีกาแฟไปเลยนั้นจะเป็นคนที่ใช้ได้เกือบทุกเฉดสีในโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลจัด น้ำตาลเข้ม น้ำตาลกาแฟ หรือจะใช้สีแดงๆ ด้วย

2.1. ผิวขาว
สามารถใช้ลิปสติกได้ทุกเฉดสี และโทนสีต่าง ๆ จะสามารถให้ความรู้สึกและสะท้อนบุคลิกภาพที่แตกต่างกันออกไป
- โทนสีชมพู ทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์มากขึ้น
- โทนสีแดง ทำให้หน้าสว่างไสว โดดเด่นและมีเสน่ห์สะดุดตาเป็นพิเศษ
- โทนสีน้ำตาล ทำให้ใบหน้าดูเท่


2.2 ผิวสองสี
แนะนำให้เลือกใช้เฉดสีส้ม สีที่เหมาะที่สุด คือ สีโอลด์โรส ถ้าจะเลือกใช้โทนสีแดงก็ควรเป็นสีแดงออกส้ม ส่วนโทนสีน้ำตาลลองเลือกดูเป็นสีน้ำตาลอมส้มก็จะช่วยให้ใบหน้าดูกระจ่างใสขึ้น

2.3 ผิวคล้ำ
สีลิปสติกที่เลือกใช้ควรมีโทนแดงผสมอยู่ จะทำให้ผิวหน้าสว่างใสยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงลิปสติกสีคล้ำและถ้าหากชอบใช้สีสด ๆ อยู่แล้วควรเลือกสีแดงสดไปเลย

ส่วนสาว ๆ ที่มีปัญหาริมฝีปากคล้ำให้ทารองพื้นบนริมฝีปากด้วยเพื่อปรับสีผิวริมฝีปากให้กลมกลืนกับสีผิวโดยรวมของใบหน้า แล้วค่อยทาลิปสติกสีที่เลือก หรืออาจเลือกใช้ลิปสติกที่มีสีเข้มกว่าสีที่ชอบใช้เล็กน้อย และที่สำคัญควรเลือกลิปสติกที่มีคุณสมบัติเนื้อลิปสติกละเอียด ให้ฟิล์มสีที่แ

3. ริมฝีปาก ปากบางๆ จะเหมาะกับเฉดสีอ่อนๆ มากกว่า และควรจะเติมลิปรลอสทับอีกชั้น เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ปากดูหนาขึ้น แค่นี้ก็ดูดีน่าจูจุ๊บจะแยู่แล้วแล้ว




5/26/2552

กินเมล็ดทานตะวันช่วยชะลอความแก่

ทานตะวันเป็นดอกไม้ที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัด ลพบุรี ชอบแสงแดดจัด สามารถขึ้นได้ดีในสภาพดินทั่ว ๆ ไป เพราะมีรากที่ลึกและหาอาหารได้ทั่ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เป็นพืชตระกูลเดียวกับเบญจมาศ คำฝอย ดาวเรือง เป็นพืชล้มลุกที่ปลูกกันมากในเขตอบอุ่น ในดอกใหญ่จะมีดอกเล็กอยู่จำนวนมาก กลีบดอกจะมีสีเหลืองอมส้ม ดอกจะหันไปตามทิศของดวงอาทิตย์ คือ หันไปทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และทิศตะวันตกในตอนเย็น





ทานตะวันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่นำเมล็ดมาประกอบอาหาร และประเภทที่ปลูก เป็นไม้ประดับ ถ้าเป็นประเภทที่นำเมล็ดมาประกอบอาหารก็จะมี 1 ดอกต่อ 1 ต้น ดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งฟุต เมล็ดใหญ่ อีกอย่างหนึ่งจะเป็นต้นเล็ก ดอกเล็ก ใน1 ดอกจะมีดอกเล็กอยู่จำนวนมาก ยิ่งถ้าดอกเล็กเมล็ดก็มีขนาดเล็ก
เมล็ดทานตะวันเม็ดเล็กๆ นี้ก็มีสารอาหารมากมายไม่ใช่เล่นเลยนะ มีทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินอี วิตามินดี วิตามินเค และยังมีวิตามินอีสูงกว่าน้ำมันเมล็ดข้าวโพดและเมล็ดถั่วเหลืองกว่า 3 เท่าเลยทีเดียว ผู้ที่กินมังสวิรัติจะกินเมล็ดทานตะวันเป็นส่วนหนึ่งของอาหารหลักเพื่อช่วยเพิ่มโปรตีน

นอกจากนั้นในเมล็ดทานตะวันยังมีกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว (Linoleic Acid) ซึ่งเป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาใช้เองได้ จึงต้องกินเข้าไปเท่านั้น

สารอาหารต่างๆ ในเมล็ดทานตะวันนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หากกินเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจกในตา ช่วยลดคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด รวมทั้งยังช่วยชะลอความแก่และบำรุงผิวพรรณได้ด้วย

เมล็ดทานตะวันนิยมรับประทานเป็นของกินเล่นมากกว่า บางคนก็ทานทั้งเปลือกเพราะได้รสชาติที่มัน แต่อย่าทานเพลินจนลืมทานอาหารมื้อหลักนะค่ะ




5/18/2552

มาเขียน Eye liner ให้เฉี่ยว สวย เด้ง กันเถอะ

แบบที่ 1 Basic Liner เส้นเล็กเรียว
ตวัดหางเล็กน้อย ถึงยาวเป้นงิ้ว จะใช้สำหรับวันใสๆ กรีดทับชาโดว์ได้ทุกสี Look จะออกมาธรรมชาติ ไม่เห็นชัดมากว่ากรีดไลเน่อร์ หางที่ตวัดจะกลืนไปกับขนตาเองจ้ะ
P-1 : ดูหางว่าตวัดสูงเท่ากันหรือเปล่า ความยาวเท่ากันหรือเปล่า
P-2 : ความหนาของเส้นไลเน่อร์ จากหัวตาถึงหางตาจะหนาพอๆกัน กรีดชิดไปกับขอบขนตา

แบบที่ 2 Basic Upgrad เขียนเส้นให้หนาขึ้นมาอีกนิด
ตวัดปลาย แบบนี้ก็ยังเป็นการกรีดไลเน่อร์ทั่วไปที่เราใช้ ในชีวิตประจำวัน มันจะทำให้ตาดูโตกว่าแบบแรก จะให้ดูหวานหรือเปรี้ยว กำหนดเองได้จากหางที่ตวัดนะจ๊ะ ถ้าหางลงมาหน่อย จะดูอ่อนหวานขึ้นอีกนิด กรีดทับชาโดว์วิ้งๆ ก็แจ่มจ้ะ
P-1 : เส้นไลเน่อร์จากหัวตาจะเท่ากันไปจนถึงหางก่อนตวัด ไม่ต้องลากหางยาวมาก เพราะเส้นหนาแล้ว เดี๋ยวจะเป็นงิ้วซะ
P-2 : ความหนาไลเน่อร์ประมาณครึ่งนึงของรอยพับเปลือกตา



แบบที่ 3 S&B ไลเน่อร์คมกริ๊บ + เบลนด์ขอบตาล่าง
ใช้แต่งเที่ยว เปรี้ยวๆ เฉี่ยวๆ เก๋ซะ แบบนี้เหมาะกับคนที่มีชั้นตาไม่หนามากเกินไปนะ ถ้าชั้นตาหนามากจะดูเป็นนกฮูกได้เด้อ
P-1 : ใช้ไลเน่อร์แบบ Liquid เขียนให้เต็มความหนาของชั้นตา หางกุดๆ แต่คมกริ๊บให้เข้ารูปกับเส้นขอบตา
P-2 : ใช้ไลเน่อร์ แบบครีมหรือเจล หรือชาโดว์สีดำเขียนไล้ไปตามขอบตาล่าง 2/3 แล้วใช้ คอตต้อนบัตหมุนๆๆเกลี่ยให้กลืนกัน
P-3 : ระวังเวลาเขียนขอบตาล่าง อย่าให้ชิดหัวตา
P-4 : หัวตาก็ใช้ไลเน่อร์ระบายให้เต็มเลยจ้ะ

แบบที่ 4 S&B Upgrade คล้ายๆกัน แต่การระบาย จะเป็น 3 เหลี่ยม
ระบายหัวตาเรียวไปเต็มชั้นเปลือกตาที่หาง จะทำให้ตาดูชี้ๆหน่อย เหมาะกับคนที่หางตาตกๆ อ่ะ

P-1 : หางกุดคมกริ๊บ
P-2 : ขอบตาล่างใช้ไลเน่อร์แบบดินสอเขียนก็พอ 2/3 เช่นเดิม
P-3 : เช็กความโค้งของไลเน่อร์ว่าจากหัวตาถึงหางตามันดูแล้วเบี้ยวๆหรือเปล่า ค่อยๆเขียนให้ดูเป็นเคิฟเดียวกัน
P-4 : หัวตาเรียวแหลม เป็นเส้นบางๆ




แบบที่ 5 ไชนิสออริจิเน่ เติมความคมแบบธรรมชาติๆ
เหมาะสำหรับคนที่ยังเขินๆ ไม่ชินกับไลเนอร์เข้มๆเห็นช้าดๆ
P-1 : เขียนไลเน่อร์ถึงหางตา แล้วใช้คอตต้อนบัตหมุนๆให้เบลนด์เลยออกมาเป็นเงาๆก็พอ
P-2 : เริ่มเขียนไลเน่อร์จากกลางเปลือกตานะเจ้าคะ
P-3 : ถ้าชอบข้างล่างก็เติมนิดๆ ไม่เกิน 0.5 ซม.จ้ะ

แบบที่ 6 Jeban’s หมวยชั่วคราว
ตาจะดูเฉี่ยวโคดๆ เขียนง่ายไม่ต้องเน้นความเนี้ยบมากนัก ประหยัดเวลาดี
P-1 : ระบายหางตามาให้เต็มตวัดปลายนิดนึงแล้วเบลนด์ให้ไม่คม ถ้าวันไหนอยากเขียนแบบเนี้ยบๆแล้วพลาดก็อะแด๊บมาเป็นแบบนี้ได้จ๊ะ เด้ง เนียนนนไม่แพนด้า ตาไม่ช้ำ
P-2 : ขอบตาล่างเขียนเข้ามา 1/3 แล้วไล้ให้เบลนด์แนบไปกับเส้นขอบตา
P-3 : เคิฟจากหัวตาไปหางตาควารจะถูกแบ่งประมาณกึ่งกลางเป็นรูปลูกแปะก๊วย
P-4 : เขียนหัวตาบางให้เฉียบบบบเนี้ยบกิ๊ง


แบบที่ 7 Semi-Smokey! มาตามสัญญาที่เคยให้ไว้ ดุๆ เถื่อนๆ สไตล์ที่เคยแปะไว้ในทู้ทรงผมอันก่อนนะจ๊ะ ระบายไลเนอร์ให้เต็มเปลือกตา จะเป็นแบบ Liquid หรือเจล หรือครีมก็ได้จ้ะ แต่ดินสอนี่ไม่ไหว ถ้าระบายๆ ทับๆจะทำให้ตาช้ำ *แต่งแบบนี้ปาดไลเน่อร์เพียวๆ จะสวยกว่ามีชาโดว์อ่ะ มันดู ดิบๆ ดี กรั่กๆๆๆๆ
P-1 : หางตาเต็มชั้นรอยพับเบลนด์ออกให้ดูเรียวๆ ให้มาชนไลเน่อร์ตาล่างได้พอดีระวังอย่าให้เกินรอยพับ
P-2 : ระบายไม่เกินชั้นขอบตา ต้องรอให้แห้งสนิทก่อนค่อยลืมตานะไม่งั้นจะเห็นเป็นรอยไลเน่อร์ดำๆเวลาหลุบตา
P-3 : ระบายไลเนอร์ตาล่างลงมาแล้วค่อยๆเบลนด์ให้มีความเรียวจากหัวตาไ ปหนาทางหางตา *จากประสบการณ์ใช้ Caviar Set แจ่มโคดๆ ปาดปื้ดๆ 5 นาทีเสร็จ ดำสนิท สะจาย
P-4 : ไลเน่อร์ด้านล่าง เขียนให้ชิดขอบตาที่สุด พยายามไม่ให้เหลือพื้นที่ขาวๆของขอบตา


แบบที่ 8 นางแมวป่า.....
แบบนี้ยังไม่เคยลองแต่งของจริงแต่ Skecth ไว้แล้วดูมันแจ่มดี เดี๋ยวเสาร์นี้จะลองดู อิอิ ใครอยากเห็นเจอกันที่บริคบาร์เด้อ
P-1 : หางลูกแปะก๊วยกลมมนๆ ชนกันพอดีๆ เบลนด์เล็กน้อยพองาม
P-2 : ขอบตาล่างปาดแค่ 2/3 ก็พอ แล้วเบลนด์ให้เรียวๆ กลืนไปกับเคิฟตา ไม่ต้องชิดมากนัก ให้เห็นความหนาของขอบในนิดๆ เซะซี่ดี
P-3 : ระบายเลยความหนาของชั้นตามานิดนึง แค่เวลาหลุบตาลงแล้วคงต้องค่อยๆแต่งเพิ่มให้ดูแล้วไม่แหว่งอ่ะนะ
P-4 : ปาดหัวตาเต็มชั้นความหนาเลยจ้า






ขอบคุณภาพประกอบจาก jeban.com จ้า




5/03/2552

เติมสวยในราคาประหยัด

คุณสามารถเก็บเงินที่หามาได้อย่างยากเย็นของคุณเอาไว้ แต่ความสวยไม่มีวันลดลง ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ที่แสนจะประหยัดในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ไงหละ ค่ะ …^_^

- ขาเรียบเนียน
ถ้าคุณไม่มีครีมโกนขนอยู่ในมือ คุณก็สามารถใช้คอนดิชันเนอร์แทนได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณโกนขนได้อย่างเรียบเนียนและไร้แผลแล้ว ยังช่วยเติมความชุ่มชื่นให้แก่เรียวขาของคุณได้ด้วย

- ผิวหน้าชุ่มชื้น
ใช้เข็มเจาะแคปซูลวิตามินอี แล้วลูบไล้น้ำมันลงบนผิวหน้าทิ้งไว้ข้ามคืน หรือก่อนอาบน้ำสองสามชั่วโมง วิตามินอีมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันริ้วรอยก่อนวัยให้คุณได้ด้วย

- ผมสะอาดหมดจด
หลังใช้คอนดิชันเนอร์เสร็จแล้ว ก็ล้างออกด้วยชามินต์ที่ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วสัปดาห์ละครั้ง กรดแทนนินในชาจะช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผมออกไปได้


4/29/2552

Review Eye Liner ของ IN2IT

หัวข้อก่อนหน้านั้นเราเคยพูดถึงเรื่องของ Eye Liner ว่ามีกี่แบบกันไปแล้ว ที่นี้ก็มาถึงการเลือกหาเอา Eye Liner มาใช้กันมั่งดีกว่าจ้าจากความพยายามอยากลองใช้ Eye Liner ดูมั่ง ก็พยายามเสาะแสวงหาว่ายี่ห้อไหนดีน๊าาา.... ก็เลยได้คำแนะนำจากเพื่อนๆ ที่รู้จักว่าลองไปเอาของ IN2IT มาใช้ซิ เนื่องจากเนื้อครีมไม่เลอะเป็นแพนด้า และมีราคาไม่แพงด้วย โอ้วววว พอพูดถึงราคาที่แสนจะถูก เราก็เลยรีบไปหามาใช้กันเลย

เนื่องจากตอนแรก มักจะได้ยินเสมอๆว่าถ้าจะลองเขียนขอบตาให้ซื้อแบบดินสอมาลอง ก็เลยไปซื้อของ Mistine Pro+Long Mascara ที่เป็นแบบดินสอมาลองใช้ ผลปรากฏว่า ห่วยมากๆๆๆ ขอบอก คือดินสอที่เขียนๆ อยู่เด้งหลุดออกมาจากด้ามข้างใน (เวงแระ!!) อันนี้ยังพอทน หลังจากพยายามเขียนตา แบบมือสมัครเล่นอยู่นาน สองนานในที่สุดก็สำเร็จ เย้ๆๆ เขียนขอบตาได้แล้ว เสร็จก็ไปเดินโฉบที่ Central ลาดพร้าว ยังไม่ถึงไหนเลย เพื่อนบอกว่า "แกตาแกเลอะ เป็นหมีแพนด้าเลย" เท่านั้นแหละ ถึงได้รู้ว่ามิสทีนแบบดินสอ ไม่เหมาะกับเราแล้ว
ซื้อมาทดลองใช้ 2 รุ่นของ IN2IT

1. IN2IT Liquid Eye Liner Proof
ปลายพู่กัน
ราคา 165 บาท
ซื้อที่ Watson




2. IN2IT Extra Lasting Liquid Eye Liner
แบบแมจิก (เหมือนปากกาแมจิก)อันนี้เพิ่งออกมาใหม่
ราคา 275 บาท
ซื้อที่ Watson




ฟิตสมอง ก่อนจะสาย

การขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย การสูบบุหรี่ การรับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม และการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ก็ล้วนเร่งให้เกิดความเสื่อมของการทำงานในร่างกาย จิตใจ รวมถึงสมองให้เร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูชีวจิต ได้อธิบายว่า ความเครียด และวิตกกังวลของคนเรานั้น จะยิ่งทำให้ความดันโลหิต การขยายตัวของหลอดเลือด และหัวใจทำงานผิดปกติ และเมื่อกลไกในร่างกายเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ก็จะส่งผลต่อการทำงานของสมองด้วย “อาการความเสื่อมถอยของสมองยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ นอกจากการดำเนินชีวิตแบบผิดๆ ที่กล่าวมา การใช้สารเสพติดประเภทกาว หรือ การดื่มแอลกอฮอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ การขาดฮอร์โมนบางตัว เช่น ไทรอยด์ รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่ซ้ำซากจำเจ หรือทำงานที่ไม่ค่อยได้ใช้ความคิด และไม่มีการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็ทำให้มีโอกาสสมองเสื่อมได้ค่ะ"

ดูแลสมองก่อนสายวิธีการฟิตสมองแบบใหม่ๆ ที่ง่าย และทำได้เอง 3 วิธี

1. นิวโรบิคส์ (Neurobics Exercise) :
ออกกำลังสมอง นิวโรบิคส์ เอ็กเซอร์ไซส์ หรือการออกกำลังสมอง เปรียบเทียบได้กับการออกกำลังของร่างกาย ที่จะต้องเคลื่อนไหวเพื่อใช้กล้ามเนื้อหลายๆ ส่วนให้ทำงานเชื่อมโยงกัน ทำให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ดังนั้น การออกกำลังสมองจึงเป็นการฝึกให้สมองส่วนต่างๆ มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กัน ทำให้ระบบการทำงานของสมองแข็งแรงและมีพลังขึ้น เพราะเมื่อเราฝึกออกกำลังสมองบ่อยๆ สมองจะมีการหลั่งสารที่เรียกว่า นิวโรโทรฟินส์ (Neurotrophins) ที่เปรียบเหมือน “อาหารสมอง” ที่ทำให้เซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “เดนไดรท์” (Dendrites) ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ประสาท ทำให้ทำงานดีขึ้น จึงเป็นปัจจัย (Factor) ที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโต และเซลล์สมองแข็งแรง


เมื่อเซลล์สมองส่วนใหญ่แข็งแรง ก็จะทำให้เกิด “พุทธิปัญญา” (Cognitive Function) ที่หมายถึงความจำ สมาธิ การรับรู้ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสดงออก รวมไปถึง “การทำงานของสมองระดับสูง” (Executive Function) คือ การคิด แก้ปัญหา การตัดสินใจ และการวางแผนที่ดีขึ้นทำให้การทำงานของสมองยังคงประสิทธิภาพดี แข็งแรง และชะลอความเสื่อม

นิวโรบิคส์ ทำงานอย่างไร

สำหรับหลักการของ การออกกำลังสมอง เกิดจากการกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 (Sensory Organs) อันได้แก่ การได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส รวมไปถึง ส่วนสำคัญส่วนที่ 6 คือ ส่วนของ “อารมณ์” (Emotional Sense) ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยใช้กิจกรรมในชีวิตประจำวันเดิมของเราเป็นตัวช่วย เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการไปจากเดิม

“ยกตัวอย่างเช่น จากที่เคยชินกับการใช้มือขวาซึ่งเป็นข้างที่ถนัดหยิบจับทุกอย่าง ก็เปลี่ยนมาใช้มือซ้ายทำแทน เนื่องจากพฤติกรรม และการรับรู้ต่างๆ เกิดจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองส่วนซ้ายและขวา ถ้าเราใช้แต่มือข้างขวาทำทุกอย่าง สมองด้านซ้ายซึ่งบังคับมือขวาจะได้รับการกระตุ้นด้านเดียว แต่สมองส่วนขวา ซึ่งบังคับมือซ้ายก็จะไม่ค่อยได้ทำงานและอาจจะเสื่อมไป ดังนั้น เมื่อเราฝึกทำกิจกรรมต่างๆ จากมือซ้าย ก็ช่วยให้สมองส่วนขวาได้รับการกระตุ้น และทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย”


กิจกรรมที่ช่วยออกกำลังสมองนั้นจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษคือ ต้องเกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสอย่างน้อย 1 อย่าง รวมทั้งต้องดึงดูดความสนใจให้มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ และเป็นการเปลี่ยนกิจวัตรธรรมดาให้กลายเป็นกิจกรรมที่คาดไม่ถึง หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามประการนี้


2. การบริหารสมอง (Memory Training)
สำหรับวิธีการบริหารสมองสามารถช่วยในเรื่องการฝึกการทักษะการคิด ประมวลผล และการเชื่อมโยงการทำงานของร่างกาย การมองเห็น และประสาทสัมผัสต่างๆ โดยใช้ใช้เกม หรือกิจกรรมต่างๆ มาเป็นตัวช่วย ซึ่งถือเป็นการฝึกสมองที่ดีอีกวิธีหนึ่ง แบ่งเป็นวิธีการง่ายๆ ได้ดังนี้

การเล่นเกมฝึกสมองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คำถามอะไรเอ่ย ปริศนาอักษรไขว้ เกมเรียงคำในภาษาอังกฤษ (Cross Word) เล่นไพ่ หรือ ซุโดกุ (Sudoku) ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้



ทำกิจกรรมส่งเสริมความคิดต่างๆ เช่น การเขียนจดหมาย การเรียนพิมพ์ดีดแบบสัมผัส การเรียนภาษาใหม่ ฟังเพลงแนวใหม่ ดูภาพยนตร์ หรือสารคดีที่ไม่เคยดู กิจกรรมเหล่านี้ก็จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้เช่นเดียวกัน แต่เริ่มจากความสนใจ และความชอบเป็นอันดับแรก

3. ดนตรีบำบัด
“การใช้ดนตรีบำบัดแบบที่ทำอยู่นี้ ส่วนใหญ่ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactive) อายุระหว่าง 30-50 ปี หลักการคือ เมื่อปลายนิ้วมือทั้งสิบของคนเรามีเส้นประสาทอยู่จำนวนมหาศาล สังเกตง่ายๆ จากเมื่อเราเล่นเปียโนครั้งแรกจะไม่ได้ยินเสียงเปียโนเลย เพราะประสาทนิ้วกำลังทำงานอยู่ ดังนั้น เมื่อเราให้ผู้ป่วยฝึกเปียโนไปนานๆ ก็จะทำให้ระบบประสาททำงานประสานกัน และส่งผลต่อการทำงานของสมองด้วย เห็นได้จากผู้ป่วยที่เคยอยู่ไม่นิ่ง แยกตัว และไม่ยอมเข้าสังคม หลังจากฝึกไปแล้ว เขาจะนิ่งขึ้น และเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่สำคัญคือไม่เครียด ทุกวันนี้เราเลยประยุกต์เทคนิคนี้มาใช้กับพนักงานโรงพยาบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยครับ”



สารพัดวิธีเสริมความแข็งแรงให้สมอง

อาหารดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง อันได้แก่ ผัก ผลไม้ และธัญพืช มะเขือเทศ แคนตาลูป ผักใบเขียว ต่างๆ ที่มีสารแอนติออกซิแดนซ์ (Antioxidant) กับวิตามินบี และอี ที่จำเป็นต่อสมอง นอกจากนี้ต้อง หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำร้ายสมอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทที่ไขมันสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบตันส่งผลให้สมองเสื่อม

ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทหวานจัด มีน้ำตาลสูง เพราะระดับน้ำตาลที่ปรับตัวขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอ จะทำให้เซลล์สมองในส่วนของ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งไวต่อการปรับระดับการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานเสื่อมลงได้

การออกกำลังร่างกายจำเป็นเสมอ นอกจากการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ยังช่วยให้ กระบวนการเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) ทำงานเป็นปกติ ป้องกันปัจจัยเสี่ยง และโอกาสที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมให้น้อยลงแล้ว การเล่นกีฬาบางประเภท ก็ช่วยกระตุ้นสมองได้ โดยยึดหลักเดียวกับ นิวโรบิคส์ นั่นคือ การประสานการทำงานของประสาทสัมผัสเข้าด้วยกัน เช่น การเล่นปิงปอง ที่กระตุ้นให้ประสาทสัมผัส (มือ) การมองเห็น (ตา) ทำงานประสานกัน รวมทั้งใช้สมองในการกะระยะด้วย



พักผ่อนให้เพียงพอเรื่องการพักผ่อนมองข้ามไม่ได้ เพราะการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายเสียสมดุล เกิดเป็นความเครียด ซึ่งจะทำให้เกิดความจำไม่ดี และการฝ่อของสมอง (Neural Degeneration) ได้ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ทราบความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และรักษาได้ทันเวลา เพราะป้องกันสำคัญกว่าแก้ไข